news

22 มีนาคม 2021

“ทิพานัน” ตอก “ฝ่ายค้าน” เลิกหากินกับคำว่า “ไม่เป็นตามหลักสากล”

“ทิพานัน” อดีตรองโฆษก พปชร.ตอก “ฝ่ายค้าน” เลิกหากินกับคำว่า “ไม่เป็นตามหลักสากล” แจง รธน. 60 และหลักสากลรับรองเสรีภาพการชุมนุมที่ “สงบ” เท่านั้น วอน นักการเมืองชัวร์ก่อนแชร์ มาตรา 25 ทำสังคมสับสน

 

วันที่ 22 มี.ค. น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านและกลุ่มผู้สนับสนุนการชุมนุมกลุ่มรีเด็ม ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ว่า มีความพยายามยามสร้างกระแสว่า ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงและโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นแพะ ทั้งที่ความเป็นจริงหากติดตามสถานการณ์การชุมนุมตั้งแต่ต้นจนจบ จะเห็นว่า กลุ่มผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายเริ่มใช้ความรุนแรง ขว้างปาอาวุธ ระเบิดควัน ใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยการเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ ที่ใช้กีดขวางเพื่อป้องกันความเสียหายต่อสถานที่สำคัญก่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กล่าวย้ำ ประกาศแจ้งเตือนล่วงหน้าทุกครั้ง ทุกขั้นตอนว่า การชุมนุมฝ่าฝืนบทบัญญัติตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมในที่สาธารณะ
 

“ฝ่ายค้านหรือผู้วิจารณ์ไม่ควรตัดเฉพาะเหตุการณ์เป็นช่วงๆ ที่ตนเองต้องการเอามาเป็นประโยชน์ทางการเมือง ควรวิจารณ์จากความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น อย่าหลับตาตัดตอนไม่กล่าวถึงจุดเริ่มต้นที่กลุ่มผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายก่อเหตุก่อน โดยเริ่มใช้ความรุนแรงและกระทำความผิดฝ่าฝืนกฎหมายจนเจ้าหน้าที่ต้องสลายการชุมนุม หากเป็นการชุมนุมโดยสงบและไม่มีอาวุธก็คงไม่เกิดเหตุการณ์ที่ตำรวจบาดเจ็บกว่า 50 คน จากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว” น.ส.ทิพานัน กล่าว

 

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า สำหรับกรณีที่มีนักเคลื่อนไหวหรือนักการเมือง ที่อาจจะอ่านรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ครบถ้วน จึงแสดงความคิดเห็นต่อ ม.25 อย่างบิดเบือนบนสื่อออนไลน์ และมีผู้แชร์ข้อมูลไปจำนวนมาก ซึ่งอาจจะมีเจตนาเพื่อให้สังคมเข้าใจผิด คิดไปว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เพิ่มคำใน ม.25 เพื่อจำกัดสิทธิประชาชน ซึ่งไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น ตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ ม.25 เป็นบทบัญญัติที่เป็นแนวทางใหม่ในการบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยเปลี่ยนจากแนวทางเดิมที่รับรองเฉพาะสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ มาเป็นการให้ความรับรองอย่างเปิดกว้าง คุ้มครองทุกกรณีที่มิได้มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายห้ามหรือจำกัดไว้ โดยมีเงื่อนไขแต่เพียงว่า การใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นต้องไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น

 

“สรุปคือ รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นฉบับแรกที่มี ม.25 ขยายขอบเขตการรับรองสิทธิและเสรีภาพให้ประชาชนมากขึ้น ไม่ได้เป็นการจำกัดตามที่พยายามบิดเบือนเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการยกเลิกแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560” น.ส.ทิพานัน กล่าว

 

น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ การรับรองเสรีภาพในการชุมนุมในรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ยึดตามหลักสากล ตามมาตรฐานกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อที่ 21 ที่บัญญัติว่า “สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้นอกจากจะกำหนดโดยกฎหมายและเพียงเท่าที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชนหรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น” ซึ่งคล้ายคลึงกับที่ ม.44 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น” ดังนั้นอยากให้ฝ่ายค้านและผู้ไม่หวังดีทำความเข้าใจใหม่ และเลิกหากินกับคำว่า ไม่เป็นไม่ตามหลักสากล มาตีกินทางการเมืองได้แล้ว

 

“อย่าพยายามกล่าวโทษการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในการสลายการชุมนุมและปรักปรำว่า เป็นเพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ไปเขียนเพิ่มทำให้รัฐใช้ข้ออ้างในเรื่องความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยไปจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมนั้น ก็เป็นการกล่าวที่บิดเบือน มุ่งด้อยค่ารัฐธรรมนูญ บิดเบือนทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงเพราะรัฐธรรมนูญและกติกาสากลระหว่างประเทศรับรองเสรีภาพการชุมนุมที่ “สงบ” เท่านั้น ในขณะที่การชุมนุมของกลุ่มรีเด็ม เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบและมีการพกพาอาวุธ ตามที่ได้จับกุมดำเนินคดีผู้กระทำความผิด 20 คน ในข้อหาสมคบ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ตาม ป.อาญา ม.215 วรรค 2 และข้อหาทำร้ายเจ้าหน้าที่และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยมีและใช้อาวุธ ตาม ป.อาญา ม.138 และ 140 อีกทั้งยังกระทำความผิดตาม ป.อาญา ม.112 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ม.9 มั่วสุมในลักษณะเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรคด้วย จะเห็นได้ว่ากฎหมายได้ตราไว้ล่วงหน้า ไม่มีการบัญญัติใหม่ทันทีเพื่อกลั่นแกล้งใครได้ และหากไม่ข้องเกี่ยวหรือพยายามทำผิดกฎหมายนั้นๆ ก็ไม่มีใครเอาผิดได้ น.ส.ทิพานัน กล่าว

ที่มา https://www.thairath.co.th/news/politic/2054773